🪫

วิธีจัดงบ 50/30/20 เมื่อรายได้น้อยและค่าใช้จ่ายสูง - Cash Book

คำตอบแบบรวดเร็ว

เมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นเกิน 50% ของรายได้ กฎ 50/30/20 แบบเดิมจะใช้ไม่ได้ผล การฝืนทำตามจะทำให้คุณคุมงบไม่อยู่ วิธีที่ถูกต้องคือจดบันทึกค่าใช้จ่ายจำเป็นตามจริงก่อน แล้วค่อยปรับส่วนที่เหลือ โดยแบ่งเงินออมไว้บ้างแม้เพียง 5% เพื่อสร้างนิสัย และให้เงินส่วนความต้องการตามงบที่เหลือ การแบ่งแบบ 65/25/10 หรือ 70/25/5 คือแผนการเงินที่ทำได้จริง ส่วนต่างที่เหลือค่อยๆ ปรับลดลงในระยะยาวผ่านการลดรายจ่ายคงที่หรือเพิ่มรายได้ ไม่ใช่การกดดันตัวเองในเดือนเดียว

กฎ 50/30/20 ถูกออกแบบมาสำหรับครัวเรือนที่ค่าเช่า บิล และค่าอาหารรวมกันไม่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้สุทธิ แต่สำหรับหลายคน ชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ค่าที่พักเพียงอย่างเดียวอาจสูงถึง 40% ของรายได้ในเมืองใหญ่ ค่าดูแลเด็กอีก 20% ทำให้งบส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นเต็มตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดือน คู่มือนี้เขียนขึ้นสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยไม่ได้พยายามฝืนสัดส่วน แต่จะแสดงวิธีจดบันทึกตามจริง รักษาหลักการที่ยังเป็นประโยชน์ และจัดการส่วนต่างตามลำดับความสำคัญ เครื่องคำนวณงบประมาณ 50/30/20 ช่วยให้คุณใส่สัดส่วนได้ตามจริง และตัวเลขด้านล่างนี้คือสิ่งที่คุณควรนำไปใช้

ขั้นแรก หาค่าใช้จ่ายจำเป็นที่แท้จริง

ทุกอย่างในคู่มือนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเดียว คือสัดส่วนของรายได้ที่ใช้ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างซื่อสัตย์ คำว่าซื่อสัตย์หมายถึงสองอย่าง: ไม่นำค่าใช้จ่ายส่วนความต้องการมานับรวมเป็นความจำเป็นเพื่อให้งบดูดี และไม่นำค่าใช้จ่ายจำเป็นไปซ่อนในส่วนความต้องการ คู่มือแยกความจำเป็นกับความต้องการ มีตารางช่วยแยกประเภทให้ สรุปสั้นๆ คือ สิ่งใดที่หากหยุดจ่ายแล้วจะเกิดผลกระทบภายใน 1-2 เดือน ถือเป็นความจำเป็น รวมถึงยอดชำระหนี้ขั้นต่ำด้วย

ลองรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในหนึ่งเดือนแล้วหารด้วยรายได้สุทธิ สมมติว่าได้ 68% ตัวเลขนี้ไม่ใช่เกรด แต่มันคือความจริงที่งบประมาณของคุณตั้งอยู่ การรู้ว่าคือ 68% มีประโยชน์กว่าการหลอกตัวเองว่าเป็น 50% แล้วสงสัยว่าทำไมเงินส่วนความต้องการถึงหมดตั้งแต่สัปดาห์ที่สอง

ผลสำรวจประจำปีของ Federal Reserve เรื่อง Survey of Household Economics and Decisionmaking ถามผู้ใหญ่ว่าสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหลักร้อยดอลลาร์ได้ทันทีหรือไม่ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมามีคนจำนวนมากตอบว่าไม่ได้ ดังนั้นการที่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเกิน 60% จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติที่กฎซึ่งไม่รองรับสถานการณ์นี้ต่างหากที่ต้องปรับเปลี่ยน

การปรับงบอย่างตรงไปตรงมา ตามลำดับ

รายการเหล่านี้เรียงตามผลกระทบ ไม่ใช่ความง่าย สองข้อแรกเห็นผลช้าแต่ชัดเจน ส่วนสามข้อหลังทำได้รวดเร็ว

1. จดสัดส่วนตามจริง

หากค่าใช้จ่ายจำเป็นอยู่ที่ 68% ให้ใส่เลข 68 ลงในเครื่องคำนวณ แล้วให้ส่วนความต้องการกับเงินออมแบ่ง 32% ที่เหลือ สัดส่วนเริ่มต้นที่เหมาะสมอาจเป็น 68/24/8 แม้จะไม่ใช่ 50/30/20 แต่มันคืองบที่คุณทำได้จริง

หลักการแบ่งส่วนที่เหลือคือ: เก็บเงินออมไว้บ้างแม้จะน้อย เพราะเงินสำรองช่วยป้องกันไม่ให้บิลฉุกเฉินกลายเป็นหนี้ และให้เงินส่วนความต้องการพอที่จะใช้ชีวิตได้ งบที่ไม่มีความต้องการเลยมักอยู่ได้ไม่เกินหกสัปดาห์ หากรายได้สุทธิ $2,400 สัดส่วน 68/24/8 จะเท่ากับ $1,632 สำหรับจำเป็น, $576 สำหรับความต้องการ และ $192 สำหรับออม เมื่อจดบันทึกไว้ มันคือแผนการ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นกฎ 50/30/20 ที่ล้มเหลว มันจะเป็นเพียงแหล่งความรู้สึกผิด

2. ลดค่าที่พักเมื่อถึงเวลาตัดสินใจ

ค่าที่พักเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ใหญ่ที่สุดและปรับเปลี่ยนยากที่สุด เพราะทำได้เฉพาะตอนต่อสัญญาหรือย้ายที่อยู่ นี่คือเหตุผลที่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า หากไม่ตัดสินใจตอนนี้ เมื่อถึงเวลาต่อสัญญาคุณจะไม่มีแผนและตัวเลขก็จะเท่าเดิม

การตัดสินใจไม่จำเป็นต้องรุนแรง อาจเป็นห้องที่เล็กลง ย้ายไปย่านที่ไกลออกไปหนึ่งสถานี มีรูมเมท หรือย้ายไปที่ที่ถูกลงชั่วคราว จากตัวอย่างรายได้ $2,400 หากลดค่าเช่าจาก $1,050 เหลือ $900 จะช่วยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นจาก 68% เหลือประมาณ 62% นี่คือจุดที่ปรับเปลี่ยนได้มากที่สุดและควรคำนวณให้ชัดก่อนจดหมายต่อสัญญามาถึง

3. เปลี่ยนวิธีเดินทาง

ค่าเดินทางเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอันดับสองสำหรับหลายคน และต่างจากค่าที่พักตรงที่ปรับเปลี่ยนได้ระหว่างปี เช่น การขายรถคันที่สองที่ใช้เพื่อความสะดวก การใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน หรือการเลือกที่พักที่ถูกลงแต่ค่าเดินทางเพิ่มขึ้น การคำนวณตัวเลขเหล่านี้อาจดูน่าเบื่อแต่คุ้มค่า การขายรถที่เสียค่าผ่อน ประกัน และน้ำมันรวม $350 ต่อเดือน แล้วเปลี่ยนมาใช้บัตรโดยสารราคา $90 จะช่วยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็นได้ถึง 11 จุด

4. เปรียบเทียบราคาตอนต่อสัญญา

ค่าประกัน แพ็กเกจมือถือ อินเทอร์เน็ต และค่าสมาชิกต่างๆ ที่จัดอยู่ในหมวดจำเป็น ส่วนใหญ่จะต่อสัญญาอัตโนมัติปีละครั้ง การโทรไปสอบถาม เปลี่ยนผู้ให้บริการ หรือยกเลิกบริการที่ไม่จำเป็นมักช่วยประหยัดเงินได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่คุณทำได้ทันทีในเดือนนี้

5. ค่อยๆ ปรับค่าอาหารและยอดหนี้ขั้นต่ำ

ค่าอาหารเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปรับลดได้ เช่น เปลี่ยนแหล่งซื้อ ลดสินค้าแบรนด์พรีเมียม หรือลดขนม การลดค่าอาหาร $400 ลง 15% จะประหยัดได้ $60 ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของรายได้ตัวอย่าง ส่วนยอดหนี้ขั้นต่ำจะลดลงเมื่อเงินต้นลดลง การจ่ายเพิ่มเกินขั้นต่ำ (ซึ่งกฎนับเป็นเงินออม) จะช่วยลดขั้นต่ำของเดือนถัดไปได้ นี่เป็นวิธีที่ช้าแต่แน่นอน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเงินออมไม่ควรเป็นศูนย์นานเกินไป

สัดส่วนที่ปรับแล้วเมื่อผ่านไปหนึ่งปี

ลองดูตัวอย่างรายได้ $2,400 ตลอด 12 เดือน

เดือน การเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายจำเป็น สัดส่วน
1 จดตามจริง $1,632 (68%) 68/24/8
3 เปลี่ยนแพ็กเกจมือถือและประกัน $1,572 (66%) 66/25/9
6 ปรับวิธีซื้อของกินของใช้ $1,512 (63%) 63/26/11
9 ต่อสัญญาเช่า ย้ายไปที่เล็กลง $1,362 (57%) 57/28/15
12 ปิดยอดบัตรเครดิต ยอดขั้นต่ำหายไป $1,302 (54%) 54/28/18

ไม่มีขั้นตอนไหนที่ต้องใช้ความพยายามเกินตัว และครัวเรือนนี้อาจไม่ถึงเป้า 50/30/20 แต่สามารถเพิ่มเงินออมจาก 8% เป็น 18% ในหนึ่งปี และเงินส่วนความต้องการก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย นี่คือประโยชน์ของกฎสำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ แต่เป็นทิศทางที่ควรเดินไป

สิ่งที่กฎนี้ยังคงมอบให้คุณ

สามสิ่งที่ยังคงอยู่หลังการปรับเปลี่ยน:

ถังเงิน. การมี 3 หมวดแทนที่จะเป็น 30 หมวด ยังคงเป็นเหตุผลที่ทำให้กฎนี้ง่ายกว่าการทำงบประมาณแบบละเอียด การรู้ว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นคือ 63% และความต้องการคือ 26% ก็เพียงพอสำหรับการตัดสินใจส่วนใหญ่

นิสัยการออม. เงินออม 5-8% อาจดูน้อยในเชิงจำนวนเงิน แต่มีผลมากในเชิงจิตวิทยา มันหมายความว่าคุณมีแหล่งเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินที่ไม่ใช่บัตรเครดิต และเมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นลดลง คุณก็มีถังเงินออมที่พร้อมรองรับส่วนต่างนั้นอยู่แล้ว

เงินส่วนความต้องการเป็นตัวเลข. ยอดเงิน $576 ต่อเดือน หรือประมาณ $130 ต่อสัปดาห์ คือตัวเลขที่คุณเฝ้าติดตามได้ ใน Cash Book ยอดนี้จะกลายเป็นงบรายเดือนใน Budgets ซึ่งแสดงยอดคงเหลือใต้ตัวเลขหน้าแรก และทุกการใช้จ่ายที่บันทึกผ่าน เสียง หรือกล้องจะหักลบยอดนี้ออก เมื่อเงินส่วนความต้องการมีน้อย การเห็นยอดแบบเรียลไทม์ยิ่งสำคัญ เพราะคุณมีพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายที่ผิดพลาดน้อยลง

เมื่อคำนวณแล้วไม่มีทางเลือก

บางครั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นเกินรายได้และสัดส่วนไม่ลงตัว นั่นไม่ใช่ปัญหาของการทำงบประมาณและคู่มือนี้อาจช่วยไม่ได้ทั้งหมด มีบริการให้คำปรึกษาฟรีจากหน่วยงานรัฐ เช่น CFPB ในสหรัฐฯ, MoneyHelper ในสหราชอาณาจักร และองค์กรไม่แสวงผลกำไรในหลายประเทศ ซึ่งให้คำแนะนำเรื่องการจัดการบิลเร่งด่วน การประนอมหนี้ และสวัสดิการที่คุณอาจได้รับ หากหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกเดือน ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนถึงรอบต่อสัญญาครั้งถัดไป สิ่งที่งบประมาณทำได้ในสถานการณ์นี้คือการแสดงภาพปัญหาให้ชัดเจนพอที่จะอธิบายให้ผู้เชี่ยวชาญฟัง

สรุป

เมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นเกินครึ่งหนึ่งของรายได้ ให้ใส่สัดส่วนจริงลงในเครื่องคำนวณ แล้วแบ่งส่วนที่เหลือให้ความต้องการและเงินออม โดยรักษาเงินออมให้มากกว่าศูนย์ จากนั้นค่อยๆ ปรับลดรายจ่ายตามลำดับ: ค่าที่พักเมื่อต่อสัญญา, ค่าเดินทางเมื่อทำได้, ค่าบริการต่างๆ ในเดือนนี้, และค่าอาหารกับยอดหนี้ขั้นต่ำ สัดส่วน 65/25/10 คือแผนการเงินที่ใช้งานได้จริง และระยะห่างจาก 50/30/20 คือทิศทางที่คุณกำลังมุ่งไป ไม่ใช่ความล้มเหลว วิธีทำงบประมาณรายเดือนให้สำเร็จ จะช่วยแนะนำกิจวัตรประจำเดือน และตารางด้านบนคือตัวอย่างสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนึ่งปี

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงถึง 70% ของรายได้ควรทำอย่างไร?

คุณสามารถใช้สัดส่วน 70/25/5 ได้เลย ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่ถูกต้อง การแบ่งเงิน 5% ไว้เป็นเงินออมช่วยสร้างนิสัยและเป็นเงินสำรอง ส่วน 25% สำหรับความต้องการก็ยังเพียงพอต่อการใช้ชีวิต การจดตัวเลข 70% ลงไปจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของรายจ่ายคงที่และวางแผนจัดการได้ดีกว่าการพยายามทำตามสัดส่วนที่กำหนดไว้

ควรหยุดออมเงินไปเลยไหมถ้าช่วงนี้เงินตึงมือ?

ไม่ควร หากทำได้แม้เพียง 2 หรือ 3% ก็ควรทำ เพราะเงินสำรองก้อนเล็กๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินกลายเป็นหนี้สิน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในอนาคต หน่วยงานอย่าง CFPB แนะนำให้ความสำคัญกับการสร้างเงินสำรองฉุกเฉินเป็นอันดับต้นๆ ให้หยุดออมเฉพาะเดือนที่คำนวณแล้วไม่มีทางเลือกจริงๆ เท่านั้น

งบประมาณแบบ 60/30/10 ใช้ได้ไหม?

ได้ สัดส่วนใดก็ตามที่สะท้อนค่าใช้จ่ายจริงและมีการออมเงินถือเป็นงบประมาณที่ใช้งานได้ ตัวเลขในกฎ 50/30/20 เป็นเพียงแนวทางไม่ใช่กฎตายตัว สิ่งสำคัญคือสัดส่วนทั้งสามต้องรวมกันได้ 100% จดบันทึกค่าใช้จ่ายจำเป็นตามจริง และรู้ว่าคุณตั้งใจจะปรับลดส่วนไหนในปีถัดไป

ค่าใช้จ่ายจำเป็นส่วนไหนที่ลดได้จริง?

เรียงตามลำดับผลกระทบ: ค่าที่พัก (เมื่อถึงเวลาต่อสัญญาหรือย้าย), ค่าเดินทาง (เปลี่ยนวิธีเดินทางหรือลดจำนวนรถ), ค่าประกันและแพ็กเกจมือถือ (เปรียบเทียบราคาตอนต่อสัญญา), ค่าอาหาร (เปลี่ยนแหล่งซื้อหรือวิธีเลือกซื้อ), และค่าสมาชิกต่างๆ ที่เคยคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ส่วนยอดหนี้ขั้นต่ำจะลดลงเมื่อเงินต้นลดลง ซึ่งต้องใช้เวลาแต่เห็นผลแน่นอน

กฎ 50/30/20 ยังใช้ได้ไหมกับคนรายได้น้อย?

ในแง่การวิเคราะห์ถือว่าใช้ได้ แต่ในแง่การกำหนดสัดส่วนอาจไม่เหมาะนัก เพราะค่าเช่าบ้านไม่ได้ลดลงตามรายได้ ให้ใช้แนวคิดการแบ่งถังเงินแต่ปรับสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ใหม่ กฎนี้จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยจัดการเงินสำหรับคนรายได้น้อย แทนที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกผิด

ควรปรึกษาใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?

หากค่าใช้จ่ายจำเป็นเกินรายได้ หรือหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกเดือน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานรัฐอย่าง CFPB ในสหรัฐฯ หรือ MoneyHelper ในสหราชอาณาจักร รวมถึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรในหลายประเทศมีบริการให้คำปรึกษาฟรี คู่มือนี้ช่วยให้คุณเห็นปัญหา แต่ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำเฉพาะบุคคลได้

อ้างอิงจาก

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ