🗓️

วิธีตั้งงบประมาณรายวันให้ทำได้จริงใน 5 ขั้นตอน | Cash Book

คำตอบแบบรวดเร็ว

การตั้งงบประมาณรายวันให้เริ่มจากรายได้สุทธิต่อเดือน หักด้วยค่าใช้จ่ายคงที่และเงินออมที่ต้องการ จากนั้นหารด้วยจำนวนวันจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก ยอดที่เหลือคือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายผันแปร เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และของใช้จุกจิก ควรตรวจสอบยอดค่าใช้จ่ายจากใบแจ้งหนี้จริงเสมอ และปล่อยให้ตัวเลขปรับเปลี่ยนไปตามการใช้จ่ายจริงในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องคำนวณใหม่ทุกวัน ให้คำนวณใหม่เฉพาะวันเงินเดือนออกเท่านั้น

งบประมาณรายเดือนจะบอกคุณในวันที่ 30 ว่าเดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่งบประมาณรายวันจะบอกคุณในเวลาบ่าย 2 โมงว่าวันนี้เป็นอย่างไร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่คุณยังสามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ทัน คู่มือนี้จะช่วยคุณตั้งงบประมาณใน 5 ขั้นตอน พร้อมตัวอย่างการคำนวณ และครอบคลุมจุดที่งบประมาณรายวันมักจะล้มเหลว คือการคำนวณค่าใช้จ่ายคงที่ที่ผิดพลาด และตัวเลขรายวันที่น้อยเกินไปจนไม่มีความหมาย เครื่องคำนวณงบประมาณรายวัน จะช่วยจัดการเรื่องตัวเลข ส่วนขั้นตอนด้านล่างนี้คือการเตรียมข้อมูลให้ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 1: คำนวณค่าใช้จ่ายคงที่ให้แม่นยำ

ตัวเลขรายวันคือ รายได้ ลบ ค่าใช้จ่ายคงที่ ลบ เงินออม แล้วหารด้วยจำนวนวัน รายได้มักเป็นตัวเลขที่ชัดเจน เงินออมคือสิ่งที่คุณเลือกเอง แต่ค่าใช้จ่ายคงที่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักคำนวณผิด ซึ่งความผิดพลาดนี้จะส่งผลกระทบไปตลอดทั้งเดือน

ให้เปิดดูรายการเดินบัญชีของเดือนที่แล้ว อย่าใช้ความจำ และจดทุกอย่างที่ต้องจ่ายตามกำหนดการ: ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน, ค่าไฟ, ค่าน้ำ, ค่าความร้อน, ค่าโทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต, ประกัน, ยอดขั้นต่ำบัตรเครดิตและสินเชื่อ, ค่าดูแลเด็ก, ค่าเดินทาง, และค่าสมาชิกต่างๆ สำหรับรายการที่ไม่จ่ายรายเดือน ให้หารเฉลี่ยเป็นรายเดือน เช่น บิลรายไตรมาสให้หารด้วย 3 บิลรายปีให้หารด้วย 12 แบบฟอร์มงบประมาณของหน่วยงานรัฐอย่าง CFPB ก็ให้จดรายการเหล่านี้ทีละบรรทัดด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะการตกหล่นคือจุดที่ทำให้งบประมาณพัง

คนส่วนใหญ่มักพบค่าสมาชิกที่ลืมไปแล้ว หรือเบี้ยประกันที่ปรับขึ้นตอนต่อสัญญา ซึ่งรวมๆ กันแล้วอาจเป็น $50 ถึง $100 ต่อเดือน หรือประมาณ $2 ถึง $3 ต่อวัน ซึ่งงบประมาณรายวันของคุณอาจจะคิดว่ามีเงินส่วนนี้อยู่ การติดตามค่าสมาชิกและบิลที่จ่ายประจำ เป็นวิธีที่ช่วยให้รายการนี้แม่นยำขึ้น

ขั้นตอนที่ 2: กันเงินออมไว้ก่อน

จำนวนเงินที่คุณต้องการออมในเดือนนี้ต้องหักออกก่อนการหาร ไม่ใช่หลังการหาร เหตุผลนั้นง่ายมาก: เงินที่เหลือตอนสิ้นเดือนมักจะไม่เหลือเลย เพราะงบประมาณรายวันจะถูกใช้จนหมดตามตัวเลขที่คำนวณได้ การกันเงินออมไว้ก่อนจะทำให้ตัวเลขรายวันลดลงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ของเดือนนั้นจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

จำนวนเงินอาจไม่มาก สิ่งสำคัญคือการตัดสินใจและโอนเงินออมทันทีในวันเงินเดือนออก เพื่อให้งบประมาณรายวันที่เหลืออยู่เป็นยอดสุทธิที่ใช้ได้จริง หากเดือนนั้นตึงมือ การออมเพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย หรือถ้าจำเป็นต้องเป็นศูนย์ ก็ควรเป็นการตัดสินใจที่ตั้งใจไว้แล้ว

ขั้นตอนที่ 3: เลือกช่วงเวลา

เครื่องคำนวณจะหารด้วยจำนวนวันที่เหลืออยู่โดยนับจากวันนี้ ซึ่งเหมาะกับคนที่รับเงินเดือนเป็นรายเดือน แต่ยังมีอีกสองกรณีที่พบบ่อย:

รับเงินเดือนทุกสองสัปดาห์หรือรายสัปดาห์: ให้คำนวณจากวันเงินเดือนออกถึงวันเงินเดือนออกรอบถัดไป รายได้คือยอดที่ได้รับในรอบนั้น ค่าใช้จ่ายคงที่คือรายการที่ต้องจ่ายในรอบนั้น และจำนวนวันที่เหลือคือจำนวนวันจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออกรอบถัดไป บิลที่ตกไปอยู่ในรอบอื่นก็ให้ไปอยู่ในงบของรอบนั้น ตัวเลขรายวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละรอบ ซึ่งถือว่าถูกต้องแล้ว

ตัวเลขรายวันน้อยเกินไป: หากคำนวณแล้วเหลือวันละ $8 การซื้อของเข้าบ้านเพียงครั้งเดียวก็ทำให้งบพังและตัวเลขนี้จะกลายเป็นความรำคาญมากกว่าข้อมูลที่มีประโยชน์ ให้ใช้ตัวเลขรายสัปดาห์แทน ซึ่งคือเงินก้อนเดียวกันใน 7 วัน และใช้ตัวเลขรายวันเป็นเพียงแนวทางสำหรับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เกณฑ์นี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ประมาณ $15 ต่อวันคือจุดที่ตัวเลขรายวันเริ่มรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจมากกว่าแค่ตัวเลขปัดเศษ

ขั้นตอนที่ 4: กำหนดว่าตัวเลขนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง

งบประมาณรายวันครอบคลุมทุกอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร: ค่าอาหาร, ค่ามื้อเที่ยง, กาแฟ, ค่าเดินทางที่ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย, ร้านขายยา, ของใช้ในบ้าน, และของขวัญ ไม่รวมค่าใช้จ่ายคงที่ที่หักออกไปแล้ว และไม่รวมเงินออมที่กันไว้แล้ว

คำถามเรื่องค่าอาหารมักเกิดขึ้นเสมอ ค่าอาหารควรอยู่ในงบประมาณรายวันเพราะเป็นค่าใช้จ่ายผันแปรที่ใหญ่ที่สุดและมักจะเกินงบมากที่สุด หากงบประมาณรายวันไม่รวมค่าอาหาร คุณจะติดตามได้แค่ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งดูเหมือนจัดการง่ายแต่ผิดจุดประสงค์ หากการซื้อของเข้าบ้านรายสัปดาห์ทำให้ตัวเลขรายวันแกว่ง ให้ดูตัวเลขรายสัปดาห์ในช่วง 2-3 วันหลังซื้อของ และดูตัวเลขรายวันในช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองค่ามีแสดงอยู่ในเครื่องคำนวณ

อีกเรื่องที่ควรตัดสินใจล่วงหน้าคือ เงินสด การถอนเงินสดถือเป็นการใช้จ่ายทันทีที่ถอน ไม่ใช่ตอนที่จ่ายเงิน เพื่อให้งบประมาณรายวันแม่นยำ มิฉะนั้นงบรวมจะดูเหมือนยังเหลือเยอะในขณะที่กระเป๋าเงินว่างเปล่า วิธีติดตามการใช้จ่ายเงินสด จะช่วยสร้างนิสัยนี้

ขั้นตอนที่ 5: ปล่อยให้ตัวเลขปรับเปลี่ยน

นี่คือส่วนที่แยกงบประมาณรายวันออกจากขีดจำกัดรายวัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพดานที่รีเซ็ตทุกเช้า แต่มันคือยอดเงินคงเหลือของเดือนหารด้วยจำนวนวันที่เหลืออยู่ ซึ่งทั้งสองส่วนของสมการนี้จะเปลี่ยนไปทุกวัน

หากใช้จ่ายน้อยกว่างบ เงินที่เหลือจะอยู่ในงบรวม ทำให้ตัวเลขของวันพรุ่งนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากใช้จ่ายเกินงบ ตัวเลขของวันพรุ่งนี้จะลดลงเล็กน้อย การใช้จ่ายเกิน $30 โดยเหลือเวลาอีก 20 วัน จะทำให้งบรายวันลดลงเพียง $1.50 ต่อวัน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่คุณแทบไม่รู้สึก เครื่องคำนวณจะมีบรรทัดแสดงยอดของวันพรุ่งนี้ให้เห็นทันที เพื่อให้คุณเห็นต้นทุนของการซื้อก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่หลังจากซื้อไปแล้ว

เนื่องจากตัวเลขปรับเปลี่ยนเอง คุณจึงไม่ต้องคำนวณใหม่ทุกวัน ให้คำนวณใหม่ในวันเงินเดือนออกเมื่อทราบรายได้และค่าใช้จ่ายของรอบใหม่แล้ว ระหว่างนั้นให้งบรวมและจำนวนวันทำงานของมันไป

ตัวอย่างการคำนวณในหนึ่งเดือน

รายได้สุทธิ $3,200 ในวันที่ 1 ของเดือนที่มี 30 วัน ค่าใช้จ่ายคงที่ตรวจสอบจากใบแจ้งหนี้: ค่าเช่า $1,200, ค่าน้ำไฟและโทรศัพท์ $190, ประกัน $110, ยอดขั้นต่ำสินเชื่อ $160, ค่าสมาชิก $85, ค่าเดินทาง $75, และค่าน้ำรายไตรมาส $90 (เฉลี่ยเดือนละ $30) รวมเป็น $1,850 เงินออม $250 โอนออกในวันที่ 1

งบรวมคือ $1,100 และตัวเลขรายวันคือ $36.67, รายสัปดาห์ $257

ในวันที่ 4 ซื้อของเข้าบ้าน $95 วันนั้นเกินงบไป $58 ตัวเลขของวันพรุ่งนี้จากเครื่องคำนวณจะกลายเป็น $34.42 เพราะ 26 วันที่เหลือจะช่วยดูดซับส่วนต่างนี้ ใน 4 วันถัดมาใช้จ่ายน้อยลงเหลือวันละ $20 ถึง $25 และภายในวันที่ 9 ตัวเลขรายวันจะกลับมาอยู่ที่ประมาณ $36.60 นี่คือจังหวะของงบประมาณรายวัน: มีวันที่ใช้เยอะ วันที่ใช้น้อย และตัวเลขที่ปรับตัวกลับมาเองโดยไม่ต้องตัดสินใจอะไรมาก

ในวันที่ 18 มีมื้อค่ำวันเกิดทำให้ใช้ไป $95 ตัวเลขสำหรับช่วงที่เหลือของเดือนจะลดลงเหลือประมาณ $32 และคงอยู่ที่นั่น ในวันที่ 30 งบรวมจะเหลือ $14 เงินออมถูกกันไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ดังนั้นผลลัพธ์จริงของเดือนคือเงินออม $250 บวกกับเงินเหลือ $14 ซึ่งถือเป็นเดือนที่ดี

จุดที่มักล้มเหลวและวิธีแก้ไข

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่ำเกินไป: งบรวมดูเหมือน $1,100 แต่จริงๆ เหลือ $1,020 ทำให้ตัวเลขรายวันสูงเกินไป $2.67 ทุกวัน และเดือนนั้นจบลงด้วยการเกินงบ $80 วิธีแก้คือทำตามขั้นตอนที่ 1 โดยตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้จริงในช่วงต้นเดือนถัดไป

ตัวเลขน้อยเกินไปจนไม่มีความหมาย: หากเหลือวันละ $8 ให้เปลี่ยนไปใช้ตัวเลขรายสัปดาห์และเลิกดูตัวเลขรายวัน หากตัวเลขรายสัปดาห์ยังน้อยเกินไป แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ค่าใช้จ่ายคงที่หรือรายได้ ซึ่ง คู่มือ 50/30/20 สำหรับผู้มีรายได้น้อย จะช่วยคุณได้

วันแย่ๆ วันเดียวทำให้เลิกทำ: การใช้จ่ายเกินงบจะถูกดูดซับโดยวันอื่นๆ ที่เหลือของเดือนเพียงไม่กี่เซนต์ต่อวัน นิสัยนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อคุณเลิกติดตามมัน บรรทัดแสดงยอดวันพรุ่งนี้มีไว้เพื่อให้วันแย่ๆ ตามมาด้วยตัวเลข ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก

บันทึกค่าใช้จ่ายไม่ทัน: งบประมาณรายวันจะแม่นยำก็ต่อเมื่อสิ่งที่คุณจ่ายวันนี้ถูกบันทึกในวันนี้ นี่คือปัญหาเรื่องความเร็ว ใน Cash Book ระบบบันทึกด้วยเสียง ช่วยให้บันทึกการซื้อได้ใน 3 วินาที กล้องสามารถอ่านใบเสร็จ และการจ่ายด้วย Apple Pay สามารถบันทึกอัตโนมัติผ่าน Shortcuts ตั้งค่าเงินงบรวมของเดือนเป็นงบรายเดือนใน Budgets แล้วยอดเงินที่เหลือใต้ตัวเลขหน้าหลักจะเป็นงบรวมจากคู่มือนี้ ซึ่งอัปเดตทุกครั้งที่บันทึก แอปไม่ได้แสดงตัวเลขรายวัน การนำยอดที่เหลือหารด้วยจำนวนวันที่เหลือเป็นเพียงการเหลือบมอง และประเด็นสำคัญคือยอดที่เหลืออยู่นั้นเป็นความจริง

บทสรุป

งบประมาณรายวันคือ รายได้ ลบ ค่าใช้จ่ายคงที่จริง ลบ เงินออม แล้วหารด้วยจำนวนวันจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก มันครอบคลุมทุกอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายผันแปร รวมถึงค่าอาหาร มันปรับเปลี่ยนทุกวัน เพิ่มขึ้นเมื่อคุณใช้จ่ายน้อยกว่างบ และลดลงเมื่อใช้จ่ายเกิน และจะคำนวณใหม่ในวันเงินเดือนออกแทนที่จะทำทุกวัน นำตัวเลขค่าใช้จ่ายจากใบแจ้งหนี้จริง เก็บเงินออมไว้ก่อนเสมอ เปลี่ยนไปใช้ตัวเลขรายสัปดาห์เมื่อตัวเลขรายวันน้อยเกินไป และบันทึกค่าใช้จ่ายให้เร็วเพื่อให้ยอดคงเหลือเป็นความจริงเสมอ เครื่องคำนวณ จะช่วยจัดการส่วนที่เหลือให้คุณ

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ

คำถามที่พบบ่อย

ควรตั้งงบประมาณรายวันไว้ที่เท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานตายตัว เพราะรายได้และค่าเช่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ให้ใช้สูตร: รายได้ลบค่าใช้จ่ายคงที่และเงินออม แล้วหารด้วยจำนวนวัน หากผลลัพธ์ที่ได้ดูน้อยเกินไปจนใช้ชีวิตลำบาก แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ค่าใช้จ่ายคงที่หรือรายได้ ไม่ใช่ที่ตัวเลขงบประมาณรายวัน

ควรนำค่าอาหารมารวมในงบประมาณรายวันด้วยไหม?

ควร เพราะค่าอาหารเป็นค่าใช้จ่ายผันแปรที่ใหญ่ที่สุด หากไม่รวมไว้ งบประมาณรายวันจะเหลือเพียงค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ใช่จุดที่ทำให้งบพัง หากการซื้อของเข้าบ้านครั้งใหญ่ทำให้ตัวเลขรายวันแกว่งมาก ให้ดูยอดงบประมาณรายสัปดาห์แทนในวันเหล่านั้น

ถ้าใช้จ่ายเกินงบในบางวันต้องทำอย่างไร?

ไม่ต้องกังวล ยอดที่เกินจะถูกหักออกจากงบรวมของทั้งเดือน และตัวเลขของวันถัดไปจะลดลงเล็กน้อยตามจำนวนวันที่เหลืออยู่ การตั้งงบประมาณรายวันจะปรับสมดุลให้เอง ความผิดพลาดคือการเลิกทำเพียงเพราะใช้จ่ายเกินไปแค่วันเดียว

ควรตั้งงบประมาณเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ดี?

ใช้รายวันหากคุณมีการใช้จ่ายเกือบทุกวันและยอดเงินสูงพอที่จะรู้สึกได้ (ประมาณ $15 ขึ้นไป) ใช้รายสัปดาห์หากคุณซื้อของเข้าบ้านเป็นรอบๆ หรือยอดรายวันน้อยเกินไปจนดูไม่สมเหตุสมผล วิธีคำนวณเหมือนกันเพียงแค่เปลี่ยนตัวหาร หลายคนเลือกใช้ยอดรายวันสำหรับค่าใช้จ่ายจุกจิกและยอดรายสัปดาห์สำหรับค่าอาหาร

จัดการกับบิลที่จ่ายทุก 3 เดือนอย่างไร?

ให้นำยอดบิลหารด้วย 3 แล้วนำไปรวมในค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน เพื่อเก็บเงินสำรองไว้ก่อนถึงกำหนดจ่าย การไม่รวมบิลรายไตรมาสเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้งบประมาณรายวันดูดีในช่วงสองเดือนแรกแต่พังในเดือนที่สาม

จำเป็นต้องใช้แอปสำหรับงบประมาณรายวันไหม?

ไม่จำเป็น การจดบันทึกในโทรศัพท์ก็ทำได้ แต่แอปจะช่วยให้สะดวกและเห็นยอดคงเหลือแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องคำนวณเอง การรู้งบที่เหลืออยู่ก่อนตัดสินใจซื้อเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณบันทึกค่าใช้จ่ายได้รวดเร็วแค่ไหน

อ้างอิงจาก

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ