การทำงบประมาณแบบซองคืออะไร? นิยามและตัวอย่างการใช้งาน | Cash Book
คำตอบแบบรวดเร็ว
การทำงบประมาณแบบซองคือวิธีแบ่งเงินสำหรับใช้จ่ายออกเป็นหมวดหมู่ตามชื่อซองในช่วงต้นเดือน และใช้จ่ายจากซองนั้นๆ เท่านั้น เมื่อเงินในซองหมดลง การใช้จ่ายในหมวดนั้นจะหยุดลงจนกว่าจะถึงรอบถัดไป เดิมทีวิธีนี้ใช้เงินสดใส่ซองกระดาษ แต่ปัจจุบันนิยมใช้การตั้งงบประมาณรายหมวดในแอปพลิเคชันแทน ด้วยการแบ่ง 6 ซอง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ากินนอกบ้าน ค่าเสื้อผ้า ค่าความบันเทิง และของขวัญ วิธีนี้จะเปลี่ยนวงเงินรวมที่ดูยากให้กลายเป็น 6 ยอดที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
การทำงบประมาณแบบซองคือวิธีจัดการรายจ่ายโดยแบ่งเงินแต่ละหมวดออกเป็นส่วนๆ แยกจากกัน และหยุดใช้จ่ายในหมวดนั้นทันทีเมื่อเงินในซองหมด ชื่อนี้มาจากวิธีดั้งเดิมที่ใช้เงินสดใส่ซองกระดาษระบุชื่อ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าความบันเทิง ปัจจุบันเรามักใช้การตั้งงบประมาณรายหมวดในแอปพลิเคชันแทน แต่กฎยังคงเดิม คือถ้าเงินในซองหมด ก็ต้องหยุดใช้จ่าย
วิธีการทำงาน
ในช่วงต้นเดือน ให้คุณตัดสินใจว่ามีงบสำหรับรายจ่ายผันแปรเท่าไหร่ แล้วแบ่งใส่ซองต่างๆ ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าประกัน และค่างวดสินเชื่อ ให้จ่ายออกไปโดยตรงโดยไม่ต้องใช้ซองเพราะยอดเงินคงที่ ซองเหล่านี้มีไว้สำหรับหมวดที่คุณควบคุมยอดใช้จ่ายเองได้
ตัวอย่างการใช้งาน: หลังจากหักค่าเช่า ค่าบิลต่างๆ และเงินออมแล้ว คุณมีเงินเหลือ $1,100 สำหรับรายจ่ายผันแปร แบ่งเป็น 6 ซอง ได้แก่ ค่าอาหาร $400, ค่าเดินทาง $150, ค่ากินนอกบ้าน $200, ค่าเสื้อผ้า $80, ค่าความบันเทิง $170 และของขวัญ $100 ในวันที่ 19 ซองค่ากินนอกบ้านเหลือเงิน $23 นั่นคือสัญญาณให้คุณทำอาหารทานเองในช่วงที่เหลือของเดือน หรือย้ายเงิน $50 จากซองความบันเทิงมาใช้แทน ไม่ว่าจะเลือกทางไหน การตัดสินใจนั้นก็ชัดเจนและตั้งใจทำ เมื่อถึงวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ทุกซองจะถูกเติมเงินใหม่
วิธีนี้ได้ผลเพราะช่วยเปลี่ยนวงเงินรวมที่ดูเป็นนามธรรมให้กลายเป็นยอดเล็กๆ ที่จับต้องได้ การคิดว่า "มีเงิน $1,100 สำหรับทั้งเดือน" เป็นเรื่องยากที่จะรู้สึกถึงขีดจำกัดในชีวิตประจำวัน แต่การเห็นว่า "ค่ากินนอกบ้านเหลือ $23" นั้นชัดเจนกว่ามาก นอกจากนี้ยังช่วยแยกส่วนการใช้จ่ายเกินตัว ไม่ให้เดือนที่แย่ในหมวดหนึ่งส่งผลกระทบต่อหมวดอื่นๆ
การใช้ซองเงินสดช่วยสร้างข้อจำกัดทางกายภาพที่บางคนให้ความสำคัญ แต่การใช้ซองแบบดิจิทัลมีข้อดีอีกอย่างคือการบันทึกข้อมูล ทุกรายการที่ตัดยอดจากซองจะถูกบันทึกทั้งวันที่ จำนวนเงิน และร้านค้า ทำให้การสรุปผลสิ้นเดือนมีประโยชน์มากกว่าการเก็บใบเสร็จไว้เป็นกอง
ทำไมถึงสำคัญต่อการบันทึกของคุณ
ใน Cash Book ซองคือการตั้งงบประมาณรายแท็ก (Tag) ให้คุณตั้งงบรายเดือน $200 สำหรับแท็ก "กินนอกบ้าน" ในหน้า Budgets แล้วจะมีแถบความคืบหน้าแสดงขึ้นมาเมื่อคุณบันทึกรายจ่าย แถบนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อยอดใช้จ่ายเกินงบเท่านั้น หากคุณตั้งงบให้ครบทุกซอง หน้า Budgets จะกลายเป็นแถวของซองเงินที่มีตัวเลขคงเหลือแสดงอยู่ ยอดรวมรายเดือนในหน้าหลักคือผลรวมของทุกซอง เช่น "เหลือ $412" เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ในพริบตา งบประมาณสามารถตั้งให้ทำซ้ำได้ ดังนั้นการเติมเงินในวันที่ 1 จึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ
วิธีนี้ขึ้นอยู่กับการบันทึกทุกรายการลงในซองที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการแท็ก คุณสามารถเลือกแท็กได้จากแถบด้านล่างของ keypad, ใช้การบันทึกด้วยเสียง หรือสแกนใบเสร็จเพื่อระบุร้านค้า หากคุณใช้ทั้งเงินสดและบัตร ให้สร้างบัญชีเงินสดควบคู่ไปกับบัญชีบัตร เพื่อให้การถอนเงินเป็นการโอนย้าย และบันทึกรายจ่ายเงินสดเข้ากับบัญชีนั้น คู่มือการ ติดตามรายจ่ายเงินสด จะช่วยให้คุณเข้าใจขั้นตอนได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อซองไหนเงินหมดบ่อยๆ ฟีเจอร์ Insights จะแสดงแนวโน้มเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งมักจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่ายอดที่ตั้งไว้ไม่เหมาะสมหรือเดือนนั้นมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- มีซองมากเกินไป การมี 15 หมวดหมายถึงต้องคอยเช็ค 15 ยอด ซึ่งไม่มีใครทำตามแผนได้จริง เริ่มต้นจาก 5 หรือ 6 หมวดที่คุณมักใช้จ่ายเกินตัวก่อน
- ทำซองสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าเช่าบ้านไม่จำเป็นต้องมีแถบความคืบหน้า ซองมีไว้สำหรับยอดที่คุณควบคุมได้เท่านั้น
- เติมเงินก่อนกำหนด การเติมเงินเข้าซองค่ากินนอกบ้านในวันที่ 20 เพราะเงินหมด ก็เท่ากับว่าคุณไม่มีขีดจำกัด ให้ย้ายเงินจากซองอื่นมาแทนเพื่อให้ยอดรวมคงเดิม
- ไม่บันทึกรายจ่ายเงินสด การถอนเงินสดออกมาโดยไม่แยกบันทึกตามรายการซื้อ จะทำให้ซองดูเหมือนยังมีเงินเหลือทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มี
- คัดลอกยอดจากเดือนที่ใช้จ่ายดี ให้ใช้ค่าเฉลี่ยของ 3 เดือนล่าสุดแล้วปรับลดลง แทนที่จะใช้เดือนที่ดีที่สุดที่คุณจำได้
การทำงบประมาณแบบซองเป็นวิธีที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดและอธิบายให้คนในครอบครัวเข้าใจได้ง่ายที่สุด วิธีที่ใกล้เคียงกันคือ การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ ซึ่งจัดสรรรายได้ทั้งหมดแทนที่จะเป็นแค่รายจ่ายผันแปร และ รายจ่ายตามความสมัครใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะอยู่ในซองเหล่านี้ คุณสามารถดูคำศัพท์อื่นๆ ได้ใน อภิธานศัพท์
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ
คำถามที่พบบ่อย
จำเป็นต้องใช้เงินสดจริงในการทำงบประมาณแบบซองหรือไม่?
ไม่จำเป็น การใช้ซองเงินสดช่วยให้เห็นขีดจำกัดชัดเจนขึ้นซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าได้ผลดี แต่การใช้แบบดิจิทัลก็ให้ผลลัพธ์เดียวกัน คือแต่ละหมวดจะมีงบประมาณที่กำหนดไว้และยอดคงเหลือที่อัปเดตตลอดเวลา การจ่ายเงินผ่านบัตรที่บันทึกเข้าหมวดหมู่ที่ถูกต้องจะช่วยลดยอดเงินในซองนั้นลง วินัยในการใช้จ่ายเกิดจากการตรวจสอบยอดคงเหลือก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่ตัวกระดาษ
ควรมีกี่ซองถึงจะเหมาะสม?
ควรมีเท่าที่จำเป็นสำหรับหมวดที่คุณมักจะใช้จ่ายเกินตัว ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะใช้ประมาณ 5 ถึง 8 ซอง ค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าเช่าบ้านไม่จำเป็นต้องมีซองเพราะยอดเงินไม่เปลี่ยนแปลง หมวดที่นิยมคือ ค่าอาหาร ค่ากินนอกบ้าน ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ค่าความบันเทิง และของขวัญ นอกจากนี้ควรเพิ่มหมวดค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อให้แผนการเงินมีความยืดหยุ่น
เงินที่เหลือตอนสิ้นเดือนควรทำอย่างไร?
คุณสามารถเลือกกฎได้ตามความเหมาะสม บางคนเลือกยกยอดไปรวมกับเดือนถัดไปเพื่อเป็นรางวัลสำหรับเดือนที่ประหยัดได้ดี บางคนเลือกโอนเข้าบัญชีเงินออมเพื่อให้ทุกซองเริ่มต้นใหม่ด้วยยอดที่ตั้งไว้ การยกยอดเหมาะกับหมวดที่มีค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน เช่น ค่าเสื้อผ้า ส่วนการโอนเข้าออมเหมาะกับหมวดที่ไม่ควรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ถ้าเงินในซองหมดก่อนสิ้นเดือนควรทำอย่างไร?
คุณต้องหยุดใช้จ่ายในหมวดนั้นหรือย้ายเงินจากซองอื่นมาเติมอย่างตั้งใจ การดึงเงินจากซองความบันเทิงมาจ่ายค่าอาหารคือการทำตามวิธีนี้อย่างถูกต้อง แต่การแอบใช้จ่ายเกินวงเงินคือการละเลยกฎ หากซองเดิมหมดทุกเดือน แสดงว่ายอดที่ตั้งไว้ไม่เหมาะสมและควรปรับเพิ่มขึ้น
การทำงบประมาณแบบซองเหมือนกับการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) หรือไม่?
มีความคล้ายคลึงกัน การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์คือการจัดสรรรายได้ทุกบาทรวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่และเงินออมจนไม่เหลือยอดที่ไม่ได้จัดสรร ส่วนการทำงบประมาณแบบซองมักใช้กับรายจ่ายผันแปรและกำหนดขีดจำกัดในแต่ละหมวด หลายคนเลือกใช้ร่วมกันโดยทำงบประมาณฐานศูนย์สำหรับรายได้ทั้งหมด แล้วใช้ระบบซองสำหรับหมวดรายจ่ายผันแปร
อ้างอิงจาก
ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ