✉️

การทำงบประมาณแบบซองคืออะไร? นิยามและตัวอย่างการใช้งาน | Cash Book

คำตอบแบบรวดเร็ว

การทำงบประมาณแบบซองคือวิธีแบ่งเงินสำหรับใช้จ่ายออกเป็นหมวดหมู่ตามชื่อซองในช่วงต้นเดือน และใช้จ่ายจากซองนั้นๆ เท่านั้น เมื่อเงินในซองหมดลง การใช้จ่ายในหมวดนั้นจะหยุดลงจนกว่าจะถึงรอบถัดไป เดิมทีวิธีนี้ใช้เงินสดใส่ซองกระดาษ แต่ปัจจุบันนิยมใช้การตั้งงบประมาณรายหมวดในแอปพลิเคชันแทน ด้วยการแบ่ง 6 ซอง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ากินนอกบ้าน ค่าเสื้อผ้า ค่าความบันเทิง และของขวัญ วิธีนี้จะเปลี่ยนวงเงินรวมที่ดูยากให้กลายเป็น 6 ยอดที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

การทำงบประมาณแบบซองคือวิธีจัดการรายจ่ายโดยแบ่งเงินแต่ละหมวดออกเป็นส่วนๆ แยกจากกัน และหยุดใช้จ่ายในหมวดนั้นทันทีเมื่อเงินในซองหมด ชื่อนี้มาจากวิธีดั้งเดิมที่ใช้เงินสดใส่ซองกระดาษระบุชื่อ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าความบันเทิง ปัจจุบันเรามักใช้การตั้งงบประมาณรายหมวดในแอปพลิเคชันแทน แต่กฎยังคงเดิม คือถ้าเงินในซองหมด ก็ต้องหยุดใช้จ่าย

วิธีการทำงาน

ในช่วงต้นเดือน ให้คุณตัดสินใจว่ามีงบสำหรับรายจ่ายผันแปรเท่าไหร่ แล้วแบ่งใส่ซองต่างๆ ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าประกัน และค่างวดสินเชื่อ ให้จ่ายออกไปโดยตรงโดยไม่ต้องใช้ซองเพราะยอดเงินคงที่ ซองเหล่านี้มีไว้สำหรับหมวดที่คุณควบคุมยอดใช้จ่ายเองได้

ตัวอย่างการใช้งาน: หลังจากหักค่าเช่า ค่าบิลต่างๆ และเงินออมแล้ว คุณมีเงินเหลือ $1,100 สำหรับรายจ่ายผันแปร แบ่งเป็น 6 ซอง ได้แก่ ค่าอาหาร $400, ค่าเดินทาง $150, ค่ากินนอกบ้าน $200, ค่าเสื้อผ้า $80, ค่าความบันเทิง $170 และของขวัญ $100 ในวันที่ 19 ซองค่ากินนอกบ้านเหลือเงิน $23 นั่นคือสัญญาณให้คุณทำอาหารทานเองในช่วงที่เหลือของเดือน หรือย้ายเงิน $50 จากซองความบันเทิงมาใช้แทน ไม่ว่าจะเลือกทางไหน การตัดสินใจนั้นก็ชัดเจนและตั้งใจทำ เมื่อถึงวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ทุกซองจะถูกเติมเงินใหม่

วิธีนี้ได้ผลเพราะช่วยเปลี่ยนวงเงินรวมที่ดูเป็นนามธรรมให้กลายเป็นยอดเล็กๆ ที่จับต้องได้ การคิดว่า "มีเงิน $1,100 สำหรับทั้งเดือน" เป็นเรื่องยากที่จะรู้สึกถึงขีดจำกัดในชีวิตประจำวัน แต่การเห็นว่า "ค่ากินนอกบ้านเหลือ $23" นั้นชัดเจนกว่ามาก นอกจากนี้ยังช่วยแยกส่วนการใช้จ่ายเกินตัว ไม่ให้เดือนที่แย่ในหมวดหนึ่งส่งผลกระทบต่อหมวดอื่นๆ

การใช้ซองเงินสดช่วยสร้างข้อจำกัดทางกายภาพที่บางคนให้ความสำคัญ แต่การใช้ซองแบบดิจิทัลมีข้อดีอีกอย่างคือการบันทึกข้อมูล ทุกรายการที่ตัดยอดจากซองจะถูกบันทึกทั้งวันที่ จำนวนเงิน และร้านค้า ทำให้การสรุปผลสิ้นเดือนมีประโยชน์มากกว่าการเก็บใบเสร็จไว้เป็นกอง

ทำไมถึงสำคัญต่อการบันทึกของคุณ

ใน Cash Book ซองคือการตั้งงบประมาณรายแท็ก (Tag) ให้คุณตั้งงบรายเดือน $200 สำหรับแท็ก "กินนอกบ้าน" ในหน้า Budgets แล้วจะมีแถบความคืบหน้าแสดงขึ้นมาเมื่อคุณบันทึกรายจ่าย แถบนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อยอดใช้จ่ายเกินงบเท่านั้น หากคุณตั้งงบให้ครบทุกซอง หน้า Budgets จะกลายเป็นแถวของซองเงินที่มีตัวเลขคงเหลือแสดงอยู่ ยอดรวมรายเดือนในหน้าหลักคือผลรวมของทุกซอง เช่น "เหลือ $412" เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ในพริบตา งบประมาณสามารถตั้งให้ทำซ้ำได้ ดังนั้นการเติมเงินในวันที่ 1 จึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ

วิธีนี้ขึ้นอยู่กับการบันทึกทุกรายการลงในซองที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการแท็ก คุณสามารถเลือกแท็กได้จากแถบด้านล่างของ keypad, ใช้การบันทึกด้วยเสียง หรือสแกนใบเสร็จเพื่อระบุร้านค้า หากคุณใช้ทั้งเงินสดและบัตร ให้สร้างบัญชีเงินสดควบคู่ไปกับบัญชีบัตร เพื่อให้การถอนเงินเป็นการโอนย้าย และบันทึกรายจ่ายเงินสดเข้ากับบัญชีนั้น คู่มือการ ติดตามรายจ่ายเงินสด จะช่วยให้คุณเข้าใจขั้นตอนได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อซองไหนเงินหมดบ่อยๆ ฟีเจอร์ Insights จะแสดงแนวโน้มเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งมักจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่ายอดที่ตั้งไว้ไม่เหมาะสมหรือเดือนนั้นมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

การทำงบประมาณแบบซองเป็นวิธีที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดและอธิบายให้คนในครอบครัวเข้าใจได้ง่ายที่สุด วิธีที่ใกล้เคียงกันคือ การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ ซึ่งจัดสรรรายได้ทั้งหมดแทนที่จะเป็นแค่รายจ่ายผันแปร และ รายจ่ายตามความสมัครใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะอยู่ในซองเหล่านี้ คุณสามารถดูคำศัพท์อื่นๆ ได้ใน อภิธานศัพท์

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ

คำถามที่พบบ่อย

จำเป็นต้องใช้เงินสดจริงในการทำงบประมาณแบบซองหรือไม่?

ไม่จำเป็น การใช้ซองเงินสดช่วยให้เห็นขีดจำกัดชัดเจนขึ้นซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าได้ผลดี แต่การใช้แบบดิจิทัลก็ให้ผลลัพธ์เดียวกัน คือแต่ละหมวดจะมีงบประมาณที่กำหนดไว้และยอดคงเหลือที่อัปเดตตลอดเวลา การจ่ายเงินผ่านบัตรที่บันทึกเข้าหมวดหมู่ที่ถูกต้องจะช่วยลดยอดเงินในซองนั้นลง วินัยในการใช้จ่ายเกิดจากการตรวจสอบยอดคงเหลือก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่ตัวกระดาษ

ควรมีกี่ซองถึงจะเหมาะสม?

ควรมีเท่าที่จำเป็นสำหรับหมวดที่คุณมักจะใช้จ่ายเกินตัว ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะใช้ประมาณ 5 ถึง 8 ซอง ค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าเช่าบ้านไม่จำเป็นต้องมีซองเพราะยอดเงินไม่เปลี่ยนแปลง หมวดที่นิยมคือ ค่าอาหาร ค่ากินนอกบ้าน ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ค่าความบันเทิง และของขวัญ นอกจากนี้ควรเพิ่มหมวดค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อให้แผนการเงินมีความยืดหยุ่น

เงินที่เหลือตอนสิ้นเดือนควรทำอย่างไร?

คุณสามารถเลือกกฎได้ตามความเหมาะสม บางคนเลือกยกยอดไปรวมกับเดือนถัดไปเพื่อเป็นรางวัลสำหรับเดือนที่ประหยัดได้ดี บางคนเลือกโอนเข้าบัญชีเงินออมเพื่อให้ทุกซองเริ่มต้นใหม่ด้วยยอดที่ตั้งไว้ การยกยอดเหมาะกับหมวดที่มีค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน เช่น ค่าเสื้อผ้า ส่วนการโอนเข้าออมเหมาะกับหมวดที่ไม่ควรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ถ้าเงินในซองหมดก่อนสิ้นเดือนควรทำอย่างไร?

คุณต้องหยุดใช้จ่ายในหมวดนั้นหรือย้ายเงินจากซองอื่นมาเติมอย่างตั้งใจ การดึงเงินจากซองความบันเทิงมาจ่ายค่าอาหารคือการทำตามวิธีนี้อย่างถูกต้อง แต่การแอบใช้จ่ายเกินวงเงินคือการละเลยกฎ หากซองเดิมหมดทุกเดือน แสดงว่ายอดที่ตั้งไว้ไม่เหมาะสมและควรปรับเพิ่มขึ้น

การทำงบประมาณแบบซองเหมือนกับการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) หรือไม่?

มีความคล้ายคลึงกัน การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์คือการจัดสรรรายได้ทุกบาทรวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่และเงินออมจนไม่เหลือยอดที่ไม่ได้จัดสรร ส่วนการทำงบประมาณแบบซองมักใช้กับรายจ่ายผันแปรและกำหนดขีดจำกัดในแต่ละหมวด หลายคนเลือกใช้ร่วมกันโดยทำงบประมาณฐานศูนย์สำหรับรายได้ทั้งหมด แล้วใช้ระบบซองสำหรับหมวดรายจ่ายผันแปร

อ้างอิงจาก

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ