🍿

รายจ่ายตามความสมัครใจคืออะไร? นิยามและตัวอย่างการคำนวณ | Cash Book

คำตอบแบบรวดเร็ว

รายจ่ายตามความสมัครใจคือส่วนของค่าใช้จ่ายที่คุณเลือกเองได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องจ่ายเพื่อการดำรงชีวิตเหมือนค่าที่พัก ค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหารพื้นฐาน ค่าประกัน หรือการชำระหนี้ขั้นต่ำ ตัวอย่างทั่วไปได้แก่ การทานอาหารนอกบ้าน ความบันเทิง การท่องเที่ยว งานอดิเรก ค่าสมาชิกต่างๆ และเสื้อผ้าที่เกินความจำเป็น ในกฎ 50/30/20 รายจ่ายส่วนนี้คือ 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่จัดอยู่ในหมวด 'ความต้องการ' (Wants) ซึ่งเป็นส่วนที่คุณควบคุมได้ง่ายที่สุด จึงเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักใช้ลดรายจ่ายและเป็นจุดที่เงินมักรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว

รายจ่ายตามความสมัครใจคือเงินที่คุณเลือกใช้จ่ายหลังจากจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็นเรียบร้อยแล้ว ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหาร ค่าประกัน และการชำระหนี้ขั้นต่ำไม่ใช่สิ่งที่คุณเลือกได้ในแต่ละเดือน แต่การทานอาหารนอกบ้าน รองเท้าคู่ใหม่ บริการสตรีมมิ่ง หรือทริปวันหยุดคือสิ่งที่คุณเลือกเอง หมวดนี้ถูกนิยามจากสิ่งที่คุณสามารถหยุดจ่ายได้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากหยุด และเป็นส่วนที่คุณควบคุมได้โดยตรงที่สุดในงบประมาณ

วิธีการทำงาน

การแยกรายจ่ายเป็นหมวดจำเป็นและหมวดตามความสมัครใจคือขั้นตอนแรกของเกือบทุกวิธีทำงบประมาณ กฎ 50/30/20 เรียกส่วนนี้ว่า "ความต้องการ" (Wants) และแนะนำให้แบ่งไว้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้หลังหักภาษี ส่วนการทำงบประมาณแบบ Zero-based หรือแบบซองจะกำหนดวงเงินให้แต่ละหมวดอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เหตุผลในการแยกหมวดก็เหมือนกัน คือเป็นส่วนเดียวที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีในเดือนนี้โดยไม่ต้องย้ายบ้านหรือเปลี่ยนงาน

ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติรายได้หลังหักภาษีคือ $3,800 ค่าใช้จ่ายจำเป็นรวม $2,350 ได้แก่ ค่าเช่า $1,300, ค่าสาธารณูปโภค $160, ค่าอาหาร $400, ค่าประกัน $130, ค่าเดินทาง $210, และชำระหนี้ขั้นต่ำ $150 ส่วนเงินออมคือ $500 นั่นหมายความว่าคุณเหลือเงินสำหรับรายจ่ายตามความสมัครใจ $950 หรือคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ตลอดทั้งเดือนเงินส่วนนี้จะถูกใช้ไปกับค่าอาหารนอกบ้าน $310, กาแฟ $85, สตรีมมิ่งและแอป $48, ยิม $45, เสื้อผ้า $120, คอนเสิร์ต $90, ของขวัญ $60, และค่าใช้จ่ายจิปาถะ $192 รวมเป็น $950 พอดี ซึ่งในชีวิตจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่พบบ่อยคือยอดรวมจะอยู่ที่ $1,100 ซึ่งมักจะไปดึงเอาเงินส่วนที่ควรจะออมไว้มาใช้แทน

ตัวเลขระดับประเทศแสดงให้เห็นถึงขนาดของรายจ่ายนี้ ในปี 2024 ครัวเรือนในสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย $78,535 โดย $3,945 เป็นค่าอาหารนอกบ้าน และ $3,609 เป็นค่าความบันเทิง สองหมวดนี้รวมกันก็เกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายทั้งหมดแล้ว ยังไม่รวมค่าเสื้อผ้า การท่องเที่ยว และของใช้ส่วนตัว

จุดเด่นของรายจ่ายตามความสมัครใจคือมันตอบสนองต่อการใส่ใจได้ทันที ครัวเรือนที่จดบันทึกทุกรายการเป็นเวลาหนึ่งเดือนมักจะพบหมวดรายจ่ายที่สูงเกินคาดและลดได้ง่าย ซึ่งทำได้เร็วกว่าการไปเจรจาต่อรองค่าเช่าบ้าน

ทำไมถึงสำคัญต่อการจดบันทึกของคุณ

รายจ่ายตามความสมัครใจคือที่ที่เงินมักรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว ค่าเช่าเป็นรายการเดียวต่อเดือนที่ไม่มีทางลืม แต่รายจ่ายตามความสมัครใจคือรายการเล็กๆ สี่สิบรายการ ส่วนใหญ่ต่ำกว่า $20 และทุกรายการที่ไม่ได้จดจะทำให้หมวดนี้ดูน้อยกว่าความเป็นจริง นี่คือเหตุผลที่การจดบันทึกที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีมีความสำคัญ: ไม่ว่าจะเป็นการ บันทึกด้วยเสียง ขณะเดินออกจากร้านกาแฟ การถ่ายรูปใบเสร็จ หรือการแตะบัตรที่บันทึกรายการให้อัตโนมัติผ่าน Apple Pay auto-logging

เมื่อมีรายการบันทึกแล้ว Cash Book จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมได้ 3 วิธี: การใช้แท็กแยกค่าอาหารนอกบ้านออกจากค่าอาหารทั่วไป และการใช้แท็กหมวด "ความต้องการ" เพื่อรวมรายจ่ายตามความสมัครใจทั้งหมด ทำให้กราฟวงกลมแสดงสัดส่วนได้ชัดเจน การตั้งงบประมาณรายแท็กบนหน้า Budgets จะช่วยให้หมวดที่มักจะบานปลาย เช่น ค่าอาหารนอกบ้านและเสื้อผ้า มีแถบความคืบหน้าที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อใช้เกินงบ และยอดเงินคงเหลือรายเดือนที่หน้าหลัก ซึ่งตั้งค่าไว้ตามยอดรวมรายจ่ายตามความสมัครใจ จะแสดงให้เห็นว่า "เหลืออีก $285" สำหรับเดือนนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรเช็คก่อนตัดสินใจซื้อของที่ไม่จำเป็น

ฟีเจอร์ Insights จะช่วยสรุปผลเมื่อสิ้นเดือน โดยแสดงให้เห็นว่าแท็กไหนมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนก่อน คู่มือ วิธีหยุดการซื้อของตามอารมณ์ จะช่วยแนะนำนิสัยที่จะทำให้รายจ่ายตามความสมัครใจอยู่ในแผน และ เครื่องคำนวณรายจ่ายเล็กน้อย จะแสดงให้เห็นว่านิสัยการใช้เงินวันละ $4 นั้นรวมเป็นเงินเท่าไหร่ในหนึ่งปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

รายจ่ายตามความสมัครใจคือส่วนของ "ความต้องการ" ใน กฎ 50/30/20 และเป็นส่วนที่มักนำ การทำงบประมาณแบบซอง มาใช้ คำศัพท์อื่นๆ สามารถดูได้ใน อภิธานศัพท์

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ

คำถามที่พบบ่อย

รายจ่ายตามความสมัครใจกับรายจ่ายจำเป็นต่างกันอย่างไร?

รายจ่ายจำเป็นคือค่าใช้จ่ายเพื่อการอยู่อาศัย การกินอยู่ การประกัน และการทำงาน เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าอาหารพื้นฐาน ค่าเดินทางไปทำงาน และการชำระหนี้ขั้นต่ำ ส่วนรายจ่ายตามความสมัครใจคือทุกอย่างที่คุณสามารถหยุดจ่ายได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิต เส้นแบ่งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บางหมวดอาจมีทั้งสองอย่างปนกัน เช่น อาหารหลักคือสิ่งจำเป็น แต่ชีสเกรดพรีเมียมถือเป็นรายจ่ายตามความสมัครใจ

ฉันควรแบ่งรายได้ไว้สำหรับรายจ่ายตามความสมัครใจเท่าไหร่?

กฎ 50/30/20 แนะนำไว้ที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้หลังหักภาษี แต่เป็นเพียงแนวทางไม่ใช่กฎตายตัว ในปี 2024 ครัวเรือนในสหรัฐฯ ใช้จ่ายเฉลี่ย $3,945 ไปกับค่าอาหารนอกบ้าน และ $3,609 ไปกับความบันเทิง จากรายได้รวม $78,535 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับสองหมวดนี้เท่านั้น สิ่งสำคัญคือรายจ่ายส่วนนี้ต้องไม่เบียดบังค่าใช้จ่ายจำเป็นและการออม

ค่าสมาชิกต่างๆ ถือเป็นรายจ่ายตามความสมัครใจหรือไม่?

ส่วนใหญ่ใช่ บริการสตรีมมิ่ง แอปพลิเคชัน ค่าสมาชิก และบริการเดลิเวอรี่คือทางเลือกที่คุณตัดสินใจเอง แม้จะรู้สึกเหมือนเป็นบิลที่ต้องจ่ายประจำก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ควรตรวจสอบบ่อยๆ เพราะค่าสมาชิกคือรายจ่ายตามความสมัครใจที่มักจะตัดเงินเราไปเรื่อยๆ โดยที่เราลืมไปแล้ว ส่วนค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมักถูกจัดเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในระดับพื้นฐาน

ทำไมรายจ่ายตามความสมัครใจถึงดูเหมือนน้อยกว่าความเป็นจริง?

เพราะมันมักจะมาในรูปแบบยอดเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เช่น กาแฟแก้วละ $4 หรือมื้อเที่ยง $12 ซึ่งดูไม่มากเมื่อเทียบกับค่าเช่า $1,200 แต่ถ้าทำแบบนี้ 5 วันต่อสัปดาห์ ยอดรวมจะสูงกว่า $300 ต่อเดือน คนส่วนใหญ่ที่ลองจดบันทึกทุกรายการเป็นเวลาหนึ่งเดือนมักพบว่ารายจ่ายส่วนนี้สูงกว่าที่คาดไว้มาก

การลดรายจ่ายตามความสมัครใจเป็นวิธีออมเงินที่ดีที่สุดใช่ไหม?

เป็นวิธีที่เร็วที่สุดเพราะไม่ต้องเจรจาหรือย้ายที่อยู่ แต่ไม่ใช่ส่วนที่ใหญ่ที่สุดเสมอไปเพราะค่าที่พักและค่าเดินทางมักสูงกว่า วิธีที่เหมาะสมคือการลดหมวดที่ให้ความสุขน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป รักษาหมวดที่สำคัญไว้ และแยกพิจารณาค่าใช้จ่ายคงที่ต่างหาก

อ้างอิงจาก

ดาวน์โหลด Cash Book บน App Storeฟรี 7 วัน จ่ายเพียง $19.99 ครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีพ